SHORT NOTE

posted on 09 Jun 2010 11:47 by millhz

 

๙ มิถุนา '๕๓, พุธ
สิ่งที่เราชอบ
บางทีมันก็ไม่อาจกลายเป็นของของเราได้
สิ่งที่เราอยากมี
บางทีคนที่ไม่ต้องการ, กลับได้ไป
แสดงให้เห็นฉากหนึ่งบนเวทีที่เรียกว่า "โลก"
ว่าเรื่องราวนั้นช่างไม่ยุติธรรม
ฅนอย่างเราเราจะทำอะไรได้
มากไปกว่าก้มหน้าก้มตา
ยอมรับชะตากรรมตัวเอง.. แค่นั้น

 

 

๑๐ มิถุนายน '๕๓, พฤหัส
เพิ่งจะเคยไม่ชอบขี้หน้าใครเอามากมาก
ก็ตอนช่วงชีวิตนี้แหละ..
ชนิดที่นอนหลับฝัน แล้วยังตามมาหลอกมาหลอน
ในโลกของความเป็นจริง
เธอก็อยู่ส่วนเธอ เราก็อยู่ส่วนเรา
เธอมีคนของเธอ เราก็มีคนของเรา
สิ่งนั้นมันไม่น่าจะเอามาข้องเกี่ยวกันได้นี่นา..
แต่ทำไมเธอถึงยังไม่เลิก
บางทีมันอาจไม่ใช่เพราะเธอหรอก,
ตามที่เราคิดใคร่ครวญวกไปวนมา
บางทีเธออาจไม่ได้คิดอะไร..
หากแต่เราคิด คิด คิด, คิดมากเสียเหลือเกิน
ลองจินตนาการเล่นเล่นนะเธอ
ถ้าสมมติคนของเธอมีคนอื่นเข้ามาข้องแวะ
เธอจะยอมทนอยู่เฉยเฉยได้หรือ?
หากเขาคนนั้นดูมีอะไรที่เข้าตามากกว่า
มันอาจเกิดจากความคิดที่ว่า "เราไม่ดีพอ" ด้วยล่ะ
แล้วเราก็คิดไปอีกว่า.. เธอน่าจะมีส่วนที่ "พอดี" กับเขา
นั่นไง, ก็ลงล็อคเลยสิ
แล้วเราจะอดทนอดกลั้นต่อความรู้สึกชังเธอได้อย่างไร
เธอไม่น่าทำแบบนี้.. เธอทำให้เรารู้สึกแย่
แย่จนเราเสียสุขภาพจิต
เพราะเกลียดเธอ.. เกลียดเธอสุดขั้วหัวใจ
เราพยายามหมุน, หมุนด้านที่เรามองเธอให้เปลี่ยนไป
พยายามหามุมที่ดีที่สุด คิดว่าจะเฉยเฉยกับเธอได้มากที่สุด
พอทำแล้วมันก็ดีขึ้นนะ.. และคิดว่าจะทำต่อไป
อาจเพื่อสุขภาพจิตของตัวเอง

 

รู้สึกว่าสันดานโดยพื้นฐานแล้วเป็นคนขี้เกียจมาก
พยายามจะหางานมาสุม
เพื่อเสริมสร้างความกระตือรือร้น
แต่ที่ไหนได้, กลับปล่อยให้มันสุมกองอยู่อย่างนั้น
น่าเกลียดมาก น่าอนาถมาก..
ทำไมเราถึงไร้ความรับผิดชอบอย่างนี้
ความจริง, เคล็ดที่ทำบ่อยบ่อย
คือถ้าจะเริ่มทำงานสักชิ้น
อย่าไปคิดว่าเรากำลังจะทำงาน
ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้นทั้งปวง
แต่ลงมือทำไปเลย..
จริงนะ, มันช่างน่าแปลก
ที่พบว่างานที่เสร็จจริงจริงส่วนใหญ่มาจากการกระทำเช่นนี้
คือลงมือทำไปเลย.. ไม่ต้องมานั่งติตรองว่ากลัวงานจะเสร็จเร็ว
อยากเป็นคนขยัน คงจะต้องเริ่มจากจุดนี้ก่อน
ถ้าอยากเป็นนั่นโน่นนี่แบบกระโดดข้ามขั้นตอน
คงจะล้มเหลวได้ไม่ยากไม่เย็น

 

เทอมนี้เรียนแต่วิชาที่ชอบ
ชอบอะไรก็เลือกเรียนอย่างนั้น
สุขกายสบายใจไม่มีใครมาบังคับ
แต่ในความสุขนั้น, ยังแลเห็นข้อเสีย
เหมือนเราจับต้นชนปลายไม่ถูก
เหมือนก็ยังหวาดกลัวอยู่ว่า..
สิ่งที่เราได้เลือกไปนั้นมันถูกต้องแล้วจริงหรือ?
บางที, คนอย่างเราอาจต้องการคนนำทางมากกว่า
เพิ่งเข้าใจความรู้สึกว่า..
กว่าจะเป็นผู้บุกเบิกมันคงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
นอกจากจะมีความรับผิดชอบแล้ว
ยังต้องมีความสามารถจริงจริงอีก
แต่นอกจากสองอย่างนั้น..
เชื่อมั่นจริงจริงว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด.. สุดสุด
จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจาก..
เราคิดว่าเราจะทำ เราคิดว่าเราทำได้
เพียงแค่เรามีความเชื่อมั่น
ทุกอย่างมันจะเป็นไปตามที่คิดที่ฝัน

 

 

๑๑ มิถุนายน '๕๓, ศุกร์
พูดไม่ออก บอกไม่ถูก
เมื่อเห็นอะไรที่เป็นความจริงเอามากมาก
ด้วยสองตาของตัวเอง..
ไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ
ทั้งคนที่เรารักเขา ทั้งคนที่เราเชื่อใจว่าเป็น "เพื่อน"
แม้จะไม่ค่อยชอบเท่าไร
แต่ก็พยายามสุดสุดแล้วที่จะไม่คิดมาก
น่าเสียดายว่ะ, เพิ่งรู้ตัวเองว่าคิดน้อยไปเสียด้วยซ้ำ
เหมือนได้เจออสรพิษใจคดตัวเป็นเป็นก็งานนี้ละ
ปากอย่าง หน้าอย่าง ใจอย่าง
ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง
ทำตัวเสมือนว่า.. เป็นคนเรียบร้อย
ทั้งทั้งที่จริงจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น
คนอื่นอาจจะมองว่าเธอดี เธอน่ารัก เธอสารพัด ฯลฯ
แต่สำหรับเรา, เราคนหนึ่งเนี่ยละ
แม้จะเป็นแค่คนเดียวในโลกก็เอาเหอะ!
รู้สึกไม่อยากแม้แต่จะเฉียดกายเข้าใกล้อีกแล้ว
มีใครที่รู้จัก จะไม่พาไปรู้จักเธอแน่แน่
เพราะเธอมันเป็นพวกชอบแทงข้างหลัง
มันอาจเป็นงานอดิเรกที่แสนสนุกสุขสบายของเธอนะ, เราว่า
แต่เธอทำคนอื่นเจ็บแสบมากเลยว่ะ
กับมารยาของเธอ กับจริตของเธอ
จริตของเธอ, เล่นเอาเราวิตกจริตจนแทบจะวิกลจริตเลยทีเดียว ฮ่าฮ่า
อันที่จริง, มันก็ไม่ใช่เรื่องตลกเท่าไรหรอก
มันเป็นเรื่องที่เล่นเอาเกือบทรุดเหมือนกัน, กับสิ่งที่พวกเธอทำ
แต่ก็นั่นแหละ.. "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์"
เรามันคงเป็นพวกมองโลกในแง่ดีจนเกินไปละมั้ง
คงจะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่.. เพราะ "เธอ" เลย
ขอบคุณนะ, ที่บอก ที่สอนบางอย่าง
ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสำนวน "หน้าเนื้อใจเสือ" ว่าเป็นเช่นไร
ความเป็นเพื่อนของเรามันจะยังคงมีละมั้ง
แต่ถ้าถามตอบกันตรงตรงตามความรู้สึกของเรา
มันคงไม่อยากเลยจริงจริง.. ไม่อยากที่จะอะไรกับเธอทั้งสิ้น
ทุกอย่างที่เคยดี บางที ก็ไม่ได้นึกถึงมันบ่อยหรอกนะ, ว่ากันตามตรง
เพราะมันมีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเราที่มีค่ากับเรามากกว่าเรื่องของเธอ
โดยเฉพาะเธอ.. ที่มาทำร้ายกันอย่างนี้
เรื่องแบบนี้เราเจอเป็นครั้งที่สองแล้ว
สติเลยไม่แตก แถมยังต้องรวบรวมให้มากกว่าเดิมอีก
ต่อไปมันอาจจะด้านชาจนไม่รู้สึกรู้สา
ทำอะไรกันได้ก็ทำไปเถอะ
ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่.. มันทำให้ตัวเองรู้สึกดี
ไม่จำเป็นต้องสนใจคนรอบข้างหรอก
เพราะคนรอบข้างอย่างเรา.. ก็ไม่อยากจะสนใจเธอเหมือนกัน
อยากร่ำลาตลอดกาล
และขอทิ้งท้ายด้วยสำนวน "โปรด" หรือการขอร้อง
หวังว่าเธอจะฉลาดพอที่จะเข้าใจนะ
ว่า.. เธอมีคนของเธออยู่แล้ว
หรือถ้าเธอมีแค่คนเดียวไม่พอ ก็ไปหาคนอื่น
คนของเรา, เรารักและหวงที่สุด
เราไม่คิดที่จะปิดกั้นไม่ให้เขาเจอใครที่ดีกว่าหรอก
เพียงแต่.. คนอย่างเธอ
ไม่มีค่าพอสำหรับเขา
คนอย่างเธอก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่สวยงดงามเพียงชั่วเวลา
คนอย่างเธอไม่สมควรมีอยู่.. ในที่ที่เราอยู่
ขอโทษสักร้อยทีเหอะ, แต่อยากบอกว่าเราเกลียดเธอมาก
เราไม่เคยรู้สึกแย่กับใครแบบนี้มาก่อน
และมันคงยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

 

๑๔ มิถุนายน '๕๓, จันทร์
เลิกด่าแล้วละ เพราะเราเบื่อ
เลิกนินทาแล้วละ เพราะสุขภาพจิตเสื่อม
เลิกยุ่งแล้วละ เพราะยอมรับไม่ไหวจริง
เลิกพูดถึงแล้วละ อยากพอจริงจริงสักที
เลิกเหอะ เลิกทำร้ายตัวเอง
เลิกเหอะ พอได้แล้ว กับการทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำอีก
เลิกเหอะ เลิกอดทน เลิกเพ้อ เลิกจินตนาการ
เลิกเหอะ พอเหอะ จบเหอะ
เลิกเหอะ ความรักอะ เลิกเหอะ
เลิกเหอะ เลิกพูดเถอะว่าจะเลิกอะ
เลิก เลิก เลิก
อย่าพูดถึงมันเลยอีกดีกว่า..
เพราะถ้า "จริงจัง" กับ "จริงใจ" อยู่ในตัวตนของคนนั้น
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร มันก็จะเป็นอย่างนั้น
แต่เขาไม่ใช่คนอย่างนั้น ไม่ควรไปหวัง
ควรเลิกหวัง, เพราะเขาก็บอกแต่แรกแล้วว่าอย่าไปหวัง
ใช่ เลิกเหอะ เลิกหวัง.. เลิกหวังเนี่ยละ ดีที่สุด
เพราะที่เสียใจ - มันเพราะ "ผิดหวัง" ทั้งนั้น
อีกหน่อยเดี๋ยวก็ลืม..
เจอใครอีกมากมาย เดี๋ยวก็ลืมกันไปเอง
ลืมว่าเคยมีใจ ลืมว่าเคยจะเลิกกัน
ลืมว่าเลิกกันเพราะอะไร..
แต่ขอเหอะ.. ขอเรื่องหนึ่ง อย่าเลิกจำ
อย่าเลิกจำสิ่งที่แสนดี สิ่งที่เคยมี
ภาพประทับใจ ความรู้สึกดีดี
ขอเหอะเรื่องนี้.. ขอเธอ อย่าเลิกจำ

 

 

๒๒ มิถุนา '๕๓, อังคาร
เมื่อใจเฉยชา
อย่าว่าไปถึงขั้นนั้น
เอาแค่ "เฉยเฉย" ก่อน
รู้สึกเหมือนเรื่องทุกเรื่องในโลกเป็นเรื่องเล็ก
รู้สึกเหมือนตัวเองคือศูนย์กลางของจักรวาล
รู้สึกมีความเชื่อมั่น
รู้สึกว่าชีวิตจะต้องก้าวต่อ
ไปต่อ - เรื่อยเรื่อย - อย่างไม่หยุดยั้ง
ชีวิตของเรานั้นได้พบเจออะไรมากมาย
บ้างชอบ บ้างเกลียด บ้างถนัด บ้างไม่ช่ำชอง
มันแล้วแต่คน แล้วแต่ตัวตน ของคนคนนั้น
ซึ่ง - เรา - ก็มีเพียงคนเดียวในโลก
โชคดีแค่ไหนที่เรามีจิตวิญญาณ
โชคดีแค่ไหนที่เรามีความคิด
โชคดีแค่ไหนที่เราสอนตัวเองได้
โชคดีแค่ไหนที่มีทางให้เราเลือก
และโชคดีแค่ไหนที่คนบางคนเกิดขึ้นมาบนโลกที่แสนกว้างใหญ่ใบเดียวกับคนอีกหลายคน
แต่เขาและเรากลับมาเจอกัน
ได้สานสัมพันธ์ ได้สร้างความทรงจำ
เป็นมิติเล็กเล็กในชีวิตที่เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
เพราะมันช่างมีค่า และทำให้เกิดแรงบันดาลใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้มากมาย
โชคดีแค่ไหน..

เก้าโมงเช้าวันอังคาร
หากเป็นวันปกติก็คงจะไม่ได้ไปอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ย้อนกลับไปเมื่อวาน..
ไม่ได้รู้มาก่อนเลยว่าวันนี้จะได้เจอกับใคร อะไร ยังไงบ้าง
แต่เมื่อเวลามาถึง.. แต่ละชั่วโมง แต่ละนาที แต่ละวินาที
มันนำพาให้ "เรา" ได้มาเจอกันอีก
มันคือความบังเอิญอีกแล้วหรือเปล่า..
นั่นสินะ, เรื่องแบบนี้หาคำตอบได้ไม่ยาก
อยู่ที่ว่าเราจะคิดยังไงกับมันมากกว่า
อันที่จริง, หากเราจะมองมันเป็นเรื่องธรรมดา
มันก็จะยังคงธรรมดาในสายตาเรา
เพียงแต่.. สำหรับคนคนนี้
เราขอยกให้เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาแล้วกัน..

เก้าโมงเช้าวันอังคาร
กับบทสนทนาสั้นสั้น
ของคนที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน
แต่ยังคอยรับรู้ความเป็นไปของกันและกันเสมอเสมอ
อืม, มันน่าแปลก (อีกแล้ว)
รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
แต่ก็บอกถูกแล้วไงว่ารู้สึกดี - จริงจริง

คนที่สังเกตว่าเรารู้สึกยังไง
กับคนที่ทำให้เรารู้สึกแต่ไม่เคยใส่ใจ
ชี้ให้เห็นความแตกต่าง
และทำให้ต้องเก็บมาคิด - พิจารณาถึงบางอย่าง

รู้สึกอยากย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ตอนนั้น
ถ้าเรายังคงรักษาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกัน
มันก็คงจะดีกว่าเท่าที่เป็นอยู่ในวันนี้..
เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เราก็คงได้แต่เสียใจ และร้องไห้
สิ่งดีดีที่เคยมี..
ถ้าเรารักษาอย่างถูกวิธี
อย่างถูกต้องและห่างไกลความเจ็บปวด
ทุกอย่างมันก็คงจะดีกว่านี้
แต่มันสายไปแล้ว,
เท่าที่จะได้ทำ และต้องทำ
คือทำใจยอมรับความเจ็บปวดที่ใกล้จะมาเยือน..

 

 

๒๓ มิถุนา '๕๓, พุธ
อยากเขียนทิ้งไว้ก่อนที่พรุ่งนี้เช้าจะลืม
วันนี้, เธอโทรมา
เราได้คุยกันถึงเรื่องที่ค้างคา
แม้มันจะยังไม่กระจ่าง
แต่ก็ทำให้เข้าใจถึงบางอย่างมากขึ้น
รู้สึกดีกว่าที่เคยเป็น
ทุกทีต่อจากนี้, เพิ่งจะเข้าใจว่ามันอยู่ที่ "ใจ" ของเราตะหาก
เขาจะไม่สามารถทำร้ายเราได้เลย
หากเรามีใจเล็กเล็กในโลกกว้าง
เพราะใจของเราเล็กเกินกว่าที่จะยอมรับโลกทั้งใบได้
มันจึงต้องค่อยค่อยเป็นค่อยค่อยไป
ค่อยค่อยเรียนรู้ ค่อยค่อยซึมซับ ค่อยค่อยทำความเข้าใจ
จากนั้น, มันจะยิ่งใหญ่ในตัวของมันเอง

เรายังรักเธอเสมอนะ, พูดกันตามจริง
เราเชื่อหัวใจตัวเอง..
ว่าเราไม่สามารถมอบมันให้ใครหลายคนได้ในเวลาเดียวกัน
หากเราจะรักใครสักคน - เราจะยกหัวใจทั้งดวงให้เขาคนนั้น
เราจะทุ่มเทกับมัน.. และ "เธอ" ก็คือคนคนนั้น
แต่เราไม่ค่อยมั่นใจกับความโลเล - สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องมี
เรานั้นรู้สึกดีกับใครง่าย
พาลคิดไปต่างต่างนานาว่านั่นอาจเป็น "รัก"
แต่พอรู้ตัวแบบนั้น, เราเลยลองคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา
พบว่า..
มีคนคนหนึ่ง, และเป็นคนคนเดียวเท่านั้น
ที่เรายังรู้สึกดีกับเขาอยู่เสมอเสมอ
เพราะระยะห่างมันไม่กว้างมันไม่ยาวเกินกว่า..
บางครั้ง, ระยะห่างระหว่างเรากับเธอ
แม้ใกล้, ก็เหมือนอยู่ห่างกันแสนไกล
บางทีเราก็รู้สึกแบบเดียวกันกับที่รู้สึกอย่างนี้กับเธอกับเขานะ
นั่นเพราะเราเริ่มใส่ใจเขามากขึ้น
เพราะยิ่งใกล้ ยิ่งใส่ใจ ยิ่งคิด..
อยากยกตัวเองให้เป็นคนสำคัญ
ในขณะเดียวกัน, ถ้าจู่จู่ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันหายไป
เราก็คงจะรู้สึกเฉยเฉย
และเหมือนตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางจักรวาลอีกครั้ง
หมุนรอบตัวเองอาจสนุกกว่าหมุนรอบคนอื่นให้เหนื่อยเปล่า
แล้วอาจจะได้เจอหมู่ดาวสวยสวย, แสงสีสดใส
คอยชี้นำทางให้ในความมืดมิด..
ชีวิตคนเราจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกละ?

 

 

๒๔ มิถุนา '๕๓, พฤหัส
ผิดสัญญา, ผิดที่เคยสัญญา
รู้สึกผิด, รู้สึกว่าตัวเองทำผิด
ไม่น่าให้เขารู้..
สงสาร..
อยากขอโทษกับทุกสิ่งที่ทำ
อยากขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง
อยากขอโทษ..
แต่คำ "ขอโทษ" มันคงไม่มีค่าอะไร
หากคำสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน, ยังรักษาไม่ได้
ขอโทษ ขอโทษ.. ขอโทษ
เลือกทำได้ดีที่สุดคือรู้สึกขอโทษ

ชีวิต - ตัดสิน ถูก ผิด จากความพอใจของแต่ละคน
และเราเชื่ออย่างแน่นอนว่ามันคงไม่เท่ากัน

รักนะ, รักทุกคนที่เรากำลังคิดถึงอยู่ ณ ตอนนี้
แต่สุดท้ายแล้ว, เราอาจจะรักตัวเองที่สุด
ทำตามความต้องการของตัวเองมากที่สุด
พอใจกับความคิดของตัวเองมากที่สุด
และบางที, ก็เป็นคนสุดท้ายที่ไม่เข้าใจตัวเองที่สุด
น่าแปลกเหลือเกิน..

เท่าที่จะทดแทนการไม่รักษาสัญญาของตัวเองได้
คือจะดูแลสิ่งที่มีค่าในชีวิตต่อจากนี้ให้ดีที่สุด
คือ "ครอบครัว" และ "คนสำคัญ"
ซึ่งทุกคนเป็นคนที่เรารัก..

เรื่องทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดี
เมื่อเวลาแปรเปลี่ยนให้มันเป็นอดีต
สุดท้ายมันจะน่าหัวเราะ
และน่าจะทำให้เรามีความสุขเวลาคิดถึงมัน

ชีวิตที่ใกล้ถึงจุดจบ..
กับทุกสิ่งที่เลือกทำทั้งหมดที่ผ่านมา
พอถึงตอนนั้น,
อาจจะบอกกับตัวเองได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
และเต็มอกเต็มใจว่า..
"ใช้ชีวิตมาคุ้มแล้วละนะ"

 

 

๒๗ มิถุนา '๕๓, อาทิตย์
เราไม่ใช่คนดีเลย, ข้อนี้เรารู้ตัวเองดีที่สุด
เรารู้ว่าเราเป็นคนยังไง
เรารู้ว่าเรามีข้อเสียตรงไหน
เรารู้ว่าเรามันบ้าบอเกินกว่าที่จะให้ใครมารู้จักตัวเราจริงจริง..
แล้วเขาจะรับมันได้
เรารู้ว่าเราชอบเลียนแบบ
เรารู้ว่าเราขี้อิจฉา
เรารู้ว่าเราทะเยอทยาน
เรารู้ว่าเราฟุ้งฝัน
เรารู้ว่าเรางี่เง่า
เรารู้ว่าเราเก่งที่หน้า, หากแต่หามีปัญญาไม่
เรารู้ว่าเรามันโง่
เรารู้ว่าเรามันกาก
เรารู้ว่าเราไม่เก่งอะไรเลยสักอย่าง
เรารู้ว่าเราไม่ค่อยชอบดูแลตัวเอง
เรารู้ว่าเรามันเพ้อเจ้อ
เรารู้ว่าเราไม่จริงใจ
เรารู้ว่าเรามันสร้างภาพ
เรารู้ว่าเรามันเฟค
เรารู้ว่าเราชอบเอาชนะ
เรารู้ว่าเราโลภ, เอาแต่ได้
เรารู้ว่าเราเอาแต่ใจตัวเอง
เรารู้ว่าเราเลว
เราไม่มีอะไรเลย.. ที่ดี

 

 

๑ กรกฎาคม '๕๓, พฤหัส
(เขียนขณะง่วงมาก ใต้ตึก ๓๖ ปี
งานกีฬาเฟรชชี่ รุ่น ๔๓
ปีสองแล้วสินะ!)


ใต้แสงไฟดวงเดิม
ณ สถานที่เดิม
บรรยากาศเดิมเดิม
กับคนคนเดิม

เมื่อปีก่อน, หลังจากเดือนกรกฎาคมผ่าน
อาจเป็นเดือนสิงหาคม
ตอนสมัยที่เรายังอยู่ปีหนึ่ง
เช่นเดียวกันกับคนคนนั้น..

เหมือนจะเลิกจากงานอะไรสักอย่าง
"เฟรชชี่ไนท์" - ใช่ น่าจะใช่
เราได้ขนมจากพี่มาเยอะมาก
เยอะจนรู้สึกว่าน่าจะแบ่งปันให้ใครสักคน
แล้วใครสักคนนั้น - จะเป็นใครไปได้
นอกจาก "เธอ"

นัดเธอให้ออกมาหา
จากบ้านที่เธอเช่าอยู่กับเพื่อน - มาถึงหน้าคณะเรา
ใช้เวลาไม่นานเท่าไร
เรานั่งคอยบนเบาะจักรยานคันเล็กคันเก่า
คอยเธอใต้เสาไฟที่ส่องแสงสีขาวนวลมายังบริเวณนั้น
เธอเดินมาหาเหมือนใช้เวลานานมากกว่าจะหาตรงนี้เจอ
เราให้พวงกุญแจกับเธอไป
มันเป็นพวงกุญแจธรรมดาที่มีค่าและราคาไม่เท่าไร
แต่มันเชื่อมกันด้วยตัว "P" ซึ่งเป็นพยัญชนะนำหน้าชื่อจริงของเราสองคน
ตอนนั้นเธอถามว่ามันมาจากคำว่า "พี่" หรอ
ซึ่งเรากะแล้วว่าเธอต้องคิดอย่างนั้น..

ใต้เสาไฟเสานั้นกับแสงไฟสีขาวนวลดวงเดิม
(แต่ไม่แน่ใจว่าได้เปลี่ยนไส้บ้างหรือเปล่า)
วันนี้, เธอกับเรามายืนอยู่ที่เดิม
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเรานั้นได้เปลี่ยนไป

ปีที่แล้ว, เราเป็นแค่เพื่อนของเธอ
เราเป็นแค่คนที่ชอบเธออยู่แค่นั้น
ความสัมพันธ์ของเรายังอยู่ในระดับเริ่มต้น
เหมือนผืนผ้าที่เพิ่งเริ่มสาน..
แต่พวกเราถักทอมันอย่างสม่ำเสมอ
มีบ้างที่หยุดพักเพื่อเรียบเรียงสายใยใหม่
แล้วก็กลับมาสานต่อ - จนเมื่อวันที่เราสานมันแน่นแฟ้นขึ้น
ช่องโหว่บนผืนผ้าจึงหายไป
เส้นใยแต่ละเส้นใกล้ชิดกันมากขึ้น
ไม่มีห่าง - แต่กลับกลัวว่ามันจะชิดกันจนแน่นเกินไปหรือเปล่า

ผืนผ้าของเราสองคนคงไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์
มันคงไม่มีทางเป็นชิ้นที่สวยงาม
จนกว่าความรักที่เราต่างมีให้กันจะหมดไป
แต่เชื่อเถอะว่า..
ในขณะที่เรากำลังสานทอมันอยู่นั้น
มันเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ
และเมื่อการสานสายใยครั้งนี้จบสิ้น
และเมื่อเราเอาผ้าผืนนั้นกลับมาดูอีกครั้ง
มันก็จะยังเป็นผืนผ้าที่สวยงาม
ชวนให้หวนนึกถึงคนที่เคยถักทอมันร่วมกับเราครั้งหนึ่งครั้งนั้น
อีกครั้ง.. และอีกครั้ง

 

 

๒๓ กรกฎาคม '๕๓, ศุกร์
รอเวลาห้าทุ่ม, รอเวลานั้นตลอดมา
รอชื่อของเธอปรากฎบนหน้าจอโทรศัพท์
รอที่จะได้ฟังเสียง
ได้พูดคุยกับเธอ, ได้รู้ทันความเป็นไปในแต่ละวันของกันและกัน
ผ่านมาเนิ่นนาน.. ผ่านมานานแล้ว
ตั้งแต่ปีที่แล้วที่เริ่มมีเธอก้าวเข้ามาในชีวิตนั้น
ทุกคืนทุกวัน, มันเปลี่ยนไป
เหมือนชีวิตมีความหมาย
เหมือนชีวิตได้เจออะไร
มันมีค่า มีค่าเหลือเกิน, พร่ำบอกกับตัวเองเช่นนั้นเสมอมา
วัน เวลา ผ่าน.. ผ่านไป
ความห่างไกลเข้ามา.. มาเยือน มาแยก มาสร้างระยะทาง
มีบางสิ่งเปลี่ยน มีบางสิ่งแปลกไป
มีใครใหม่ใหม่เข้ามา
เธอเจอเขาแล้วเธอก็ชอบ
เธออาจเจอเขาช้าไป, แล้วเขามีใครข้างกายอยู่แล้ว
เสียใจหากเธอเสียใจ
สุขใจหากเธอสุขใจ
แต่บางที, ก็เสียใจที่เธอสุขใจ
โดยความสุขใจนั้น, เกิดขึ้นกับคนอื่น
ที่ไม่ใช่เรา..

เธอบอกว่าเธอชอบเรา
เป็นเรื่องที่น่าดีใจ
แต่เธอไม่เคยบอกว่ารัก
ไม่เคยบอกคำคำนี้ให้เราดีใจ
มันอาจจะยากเกินไป, หรือเธออาจไม่เคยรู้สึกถึงมัน
อาจไม่ใช่เรา.. ไม่ใช่เรา
คนที่จะทำให้เธอเข้าใจความหมาย
"ไม่ใช่" "ไม่ใช่"
ได้ยินบ้างไหม.. ว่า "ไม่ใช่"
สุดท้าย, เราก็ได้แต่เสียใจ
และคงต้องยอมรับความจริง

แล้วเมื่อไรเธอจะยอมรับความจริง
ว่าเราไปด้วยกันไม่ได้..
หนทาง, เรานั้นต่างเลือกเดิน
เธอคำนึงถึงความเป็นไปไม่ได้
ในขณะที่เราคำนึงถึงความเป็นไปได้

มันเปลี่ยนไปแล้ว..
สิ่งที่เคยดี สิ่งที่เคยสวยงาม
มันเคยมีอยู่จริง
..แค่นั้น, เรารู้สึกพอใจแล้ว