58130 (๑)

posted on 16 Aug 2011 18:52 by millhz
 
 
 
 
 
 
ก่อนจะลืมภาพบรรยากาศและความรู้สึก
จึ่งต้องเร่งมาเขียน, โดยปราศจากภาพประกอบ
อ่านไปก่อน แล้วค่อยมาดูกันทีหลัง..
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"โครงการประกวดภาพถ่ายปายสีเขียว"
เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, การเดินทางในครั้งนี้
 
ตามที่ระบุไว้ในตั๋วรถไฟ
ขบวนรถเร็วต้นทางกรุงเทพฯ ปลายทางเชียงใหม่
มีกำหนดออกเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา
แต่ว่าไปตามประสารถไฟไทย
กว่าขบวนจะเดินทางมาเทียบชานชาลาก็ปาไปห้าทุ่ม
 
การเดินทางครั้งนี้มีจำนวนผู้ร่วมเดินทางน้อยที่สุดเท่าที่เคยไปไหนต่อไหน
มีแค่ "เธอ" กับ "ฉัน", สองคนเท่านั้น
 
กว่าจะได้ออกจากนครปฐม
คิวรถตู้ก็ยาวและนานมาก
หนำซ้ำ.. รถตู้ยังแวะไปเติมก๊าซ
ซึ่งใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง
กว่าจะเข้ากรุงเทพฯ ก็เกือบสามทุ่ม
ไปรับผู้ร่วมเดินทางก็ยังจัดกระเป๋าไม่เสร็จ
ไม่เป็นไปตามแผนเลยแม้แต่นิด
 
รถไฟที่นั่งเป็นขบวนรถไฟชั้นสาม (พัดลม)
เบาะนั่ง, พนักตั้งตรงเก้าสิบองศา
ชนิดเอนพักไม่ได้
และยังต้องนั่งตรงข้ามกับใครที่เราไม่รู้จักมาก่อนในชีวิต
 
นอกจากจะนั่งลำบากแล้ว
ยังมีคนซื้อตั๋วมายอมยืนด้วย..
ออกเดินทางช่วงวันหยุดยาว,
ให้มันได้อย่างนี้สิหน่ะ
 
เราหลับแล้วหลับอีก
หลับแล้วหลับอีก
หลับแล้ว แล้วก็หลับอีก
 
.
 
.
 
.
 
จนรู้สึกว่าฟ้าเริ่มสว่าง
ตื่นมาเห็นพระอาทิตย์ตรงเ้ส้นขอบฟ้า
รำไร ระเรื่อ
แล้วก็หลับต่อ..
 
ตื่นมาอีกทีพบว่ารถไฟหยุดแล้ว
และปวดคอชะมัด..
เพราะนอนเอียงไปทางข้างขอบกระจกหน้าต่าง
ผู้ร่วมทางบอกว่ารถไฟชนคน..
 
รถไฟชนคน !!
 
มีไทยมุงเต็มไปหมด
คนบนรถไฟบางคนลงไปจดเลขทะเบียนรถ
ข่าวบอกว่าเป็นผู้หญิงวัยประมาณสี่สิบ
ซึ่งเราสงสัยมาก..
เพราะถ้าจะชน, ก็น่าจะชนตั้งแต่หน้าขบวน
แต่เรานั่งอยู่ขบวนที่ห้า
ซึ่งขบวนที่มีซากรถมอเตอร์ไซค์อยู่ข้างใต้คือขบวนถัดจากเรา
หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า.. ฆ่าตัวตาย
 
แต่เราไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนี้มากนัก
เพราะการนั่งรถไฟด้านที่ย้อนหลัง
มันทำให้ปวดหัวมากเหลือเกิน
จึงหลับต่อ..
 
กำหนดเวลาถึงเชียงใหม่ตอน ๑๒.๔๕ นาฬิกา
แต่ ณ เวลานั้น.. เราเพิ่งเดินทางไปถึง "นครลำปาง"
ใช้เวลาราวชั่วโมงจึงถึงลำพูน
ลอดอุโมงค์ขุนตาน 
จากนั้นจึงมาถึง "เชียงใหม่"
 
กำหนดการที่คิดเอาไว้
คือต่อรถบัสหรือรถตู้ที่อาเขตไป "ปาย" ต่อ
แต่ด้วยความล้าจากการนั่งรถไฟหายนะ
เราสองคนจึงตัดสินใจพักที่เชียงใหม่หนึ่งคืน
โดยการโบกตุ๊กตุ๊กไปที่พัก, ชื่อ "กรีนพาเลซ"
และเช่ามอเตอร์ไซค์แว๊นในเชียงใหม่
 
ขึ้นดอยสุเทพ
ไหว้พระธาตุ
ลงดอย
กินข้าวหน้ามอชอ
เดินเล่นมาลินพลาซ่า
เที่ยวชมนิมมานฯ
แวะนิมมานฯ ซอย ๑๗
เข้า Seescape ของพี่เหิร ต่อลาภ
 
Seescape เป็นแกลอรี่เล็กเล็ก
ที่มีงานมูลค่าสูงของศิลปินมีชื่อเสียงแขวนแสดง
ภายในเป็นห้องสี่เหลี่ยม
กำแพงโบกปูนดูธรรมดา
เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์
ตัวแกลอรี่ติดกับห้องที่เรียกว่า "อ๊อฟฟิศ"
ซึ่งเป็นที่ทำงานของพี่เหิร
ส่วนด้านข้าง (หรืออาจจะเป็นด้านหน้า)
มีแกลอรี่แสดงงานของพี่แพท (พัทริกา ลิปตพันลภ) 
เป็นเืรื่องเล่าของการเดินทาง พร้อมภาพถ่ายจากหลายประเทศ
 
ถัดจากห้องนั้น
ก็เป็นร้านขนมเล็กเล็กพร้อมของที่ระลึก (แฮนด์เมด)
ชื่อร้าน Junjun ซึ่งมีคนญี่ปุ่นเดินดูของอยู่ 
และถัดมาอีกห้องหนึ่ง
เป็นร้านกาแฟที่มี Ukulele แขวนเต็มผนัง
อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟ 
และร้านน่ารักมากมาก..
 
เดินทางแบบ Backpacker ยาจก
เลยไม่สามารถซื้อหาอะไรเป็นที่ระลึกได้เลย
เพราะราคาของแต่ละอย่าง
ก็เป็นทั้งค่ารถ และค่ากินได้อีกหลายเวลา
จึงทำได้แต่เดินออกมา..
 
หนึ่งคืนกับเชียงใหม่ผ่านไปแบบเหนื่อยล้า
ต่างคนต่างนอนสลบไสล
ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตีห้าครึ่ง กับหกโมงก็แล้ว
แต่ไม่มีใครยอมตื่น
เพราะอากาศที่เชียงใหม่ดีมาก
มองจากที่พักเห็นวิวดอยสุเทพด้วย
 
กว่าจะตื่นก็ราวเก้าโมงสิบโมง
ออกไปหาโจ๊กนครศรีพิงค์กิน
จากนั้นก็ไปเชคเอาท์ 
มุ่งหน้าไปอาเขต
เพื่อต่อรถไป "ปาย" 
ดังที่ตั้งใจเอาไว้..
 
 
 
 
 
ติดต่อรถไปปายได้ที่ช่อง ๔๗
ราคารถบัสสีส้ม ๗๒ บาท
แต่ขับช้า และสภาพรถโทรมมาก
ส่วนรถตู้ และรถมินิบัส (แอร์) จะราคา ๑๕๐ บาท
ถึงไม่ช้าไม่เร็วกว่ากันเท่าไร..
 
ออกจากอาเขตตอน ๑๒.๓๐ นาฬิกา
เมาโค้งไป ๗๖๒ โค้ง
จนถึงเมืองปายตอน ๑๖.๐๐ นาฬิกา
และเกือบจะอ้วกตอนขาลงจากรถ
โชคดีที่กลั้นเอาไว้อยู่..
 
เมืองปายเป็นเมืองเล็กเล็ก
ที่ตอนแรกตกใจมาก..
เพราะลงมาเจอแต่ฝรั่ง ฝรั่ง และฝรั่ง
 
เหมือนการท่องเที่ยวปายเริ่มซาลง
เมืองปายค่อนข้างเงียบเหงา
และมีแต่คนมารอขึ้นรถขากลับ
 
เดินจากท่ารถไปไม่ไกล
ก็เจอที่ให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์
พร้อมแผนที่ให้
 
ที่พักหาไม่ยากเลย
และไม่มีที่ไหนเต็ม
ราคาถูกมาก เพราะเป็นช่วง Low Season
เราสามารถอยู่รีสอร์ทดีดีได้
แม้ราคาจะเท่ากับห้องพักธรรมดาธรรมดาที่เชียงใหม่
 
เมื่อเชคอินที่พักเรียบร้อย
ก็ออกไปเที่ยวเมืองปายยามเย็นย่ำ
ขับรถไปเรื่อย
ได้มองเห็นบ้านเมืองท่ามกลางหุบเขา
หมอกลงสวยงาม
ทุกสิ่งรอบตัวสีเขียว
และได้ยินเสียงแมลง
ท้องฟ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
และอากาศดีดี
 
ขับไปได้ไม่ไกล
ก็วกกลับเข้ามาในเมือง
มาหาของกิน
และเดินเล่นรอบรอบเมือง
ซึ่งใช้เวลาไม่เท่าไร
ก็สามารถเดินได้หมด
และจำทางได้ทั้งหมด
 
ร้านขายของที่ระลึกที่ปายเยอะมาก
เยอะจนเลือกไม่ถูก (เพราะไม่มีตังค์ด้วย)
เดินเรื่อยเรื่อยจนเจอร้านกาแฟร้านนึง
มีโฟมตัดเป็นรูปแผนที่ประเทศไทยอยู่หน้าร้าน
ข้างใน, บนกำแพง
มีข้อความขาดขาดหายหาย
อ่านได้ใจความว่า "ละเลียดอินปาย"
มั่นใจว่าเป็นชื่อร้าน
 
และเป็นร้านที่สวยมากมากมาก..
 
.
 
.
 
.
 
เท่านี้ก่อน
เดี๋ยวค่อยมาต่อ
 
.
 
.
 
.
 
การเดินทางครั้งนี้..
ทำให้รู้นิสัยตัวเอง
ทำให้รู้นิสัยผู้ร่วมเดินทาง (อีกคนและแค่คนเดียวเท่านั้น)
ทำให้เข้าใจอะไรหลายหลายอย่าง (เพิ่มขึ้นนิดหน่อย)
ทำให้อยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างไปในทางที่ดีขึ้น
ทำให้อยากทำความเข้าใจกับใครสักคนมากขึ้น
ไม่ใช่เอาแต่บังคับจิตใจ หรือจับผิดเขา
 
ทำให้อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง
มากกว่าไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น
 
อยากซื่อสัตย์
อยากเลิกโกหก
 
แล้วก็..
ไม่อยากรู้สึก.. รัก
ถ้ารักนั้นจะหมายถึง
การรั้งให้เขาอยู่แต่ในโลกของเรา
โดยปราศจากอิสระ
 
ถ้าอย่างนั้น..
อย่านึกถึงคำว่า รัก เลย
จะดีที่สุด
 
:)
 
 
 
 
To Be Continued

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วอยากไปปาย

#8 By Mae-Me' on 2011-10-04 22:02

น่าสนุก รอดูรูปอยู่นะ

#7 By faifai (115.87.245.220) on 2011-08-30 22:57

อ่านแล้ว รอดูรุปนะ

#6 By ♥ Jinklebel on 2011-08-28 19:44

ชอบทุกคำที่พิมพ์และถ่ายทอดออกมา
เหมือนได้ไปด้วยเลยแฮะ :)

รอชมรูปนะคะ
Hot! Hot!

#5 By -nim on 2011-08-18 19:58

ปาย ถ่ายรูป big smile Hot! Hot! Hot!

#4 By Louis on 2011-08-17 09:03

ยังไม่เคยไปเลย ปาย อยากไปเที่ยวบ้างจัง เเต่นึกถึงทางโค้งเเล้ว ขอคิดดูก่อน big smile Hot!

#3 By i'am-toontoon on 2011-08-16 21:00

: )

โอ๊ะ ถึงปายจนได้
sad smile

#1 By bouudaes on 2011-08-16 19:41