มองเมียงเชียงใหม่

posted on 21 Mar 2011 22:08 by millhz
 
 
 
 
เคยไหม ?
ไป "เชียงใหม่" กับเงินในกระเป๋า ๗๐ บาท
คำตอบของคุณอยู่ในใจ, เราไม่รู้
แต่เราอยากให้คุณรู้..
"เราเคย"
 
.
 
.
 
.
 
เริ่มต้นกับการเดินทางไปยังเมืองเชียงใหม่
ด้วยการไปเข้าค่ายธรรมะที่อำเภอเชียงดาว หรือ "ปิงโค้ง"
อันที่จริงระยะเวลาของค่ายนั้นยาวนานถึงเจ็ดวัน
แต่ด้วยความที่ฝนตก อากาศหนาวเย็น และนอนเต๊นท์
ป่วย ไข้ ไม่สบาย ทั้งตัว และใจ
เหมือนมันร้อนรน..
มาถึงเชียงใหม่ทั้งที จะไม่ให้ออกไปไหนยังไงได้
 
เลยต้องไป..
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ออกเดินทางจากเชียงดาวเข้าตัวเมืองเชียงใหม่
พร้อมสหายรักสองคน
(ทั้งที่ความจริงกะจะมาห้าคน, แต่อีกสองตามมาทีหลัง)

ตั้งแต่วันพุธที่ ๑๖ มีนาคม
ด้วยสภาพอากาศฝนตกปรอยปรอยตลอดเวลา
ดูภาพรวมเหมือนเราจะทนรับกับสภาพอากาศได้
หากต้องเดินหาโรงแรมเพื่อเก็บสัมภาระ และพักผ่อน
แต่ที่ไหนได้, สิ่งที่คิด สิ่งที่คาดการณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น
ไม่ใช่เลย..
มันทรหดระคนทรมานแสนสาหัส
 
เพราะฝน.. ดันมากับอากาศที่หนาวยะเยือก
 
วันแรกกับโรงแรมราคา ๑๘๐ บาทชื่อ "ชวาลา"
ค่อนข้างสะอาดในปริมาตรที่พอรับได้
เมื่อเก็บของเสร็จ..
ก็ได้พี่ที่เพื่อนรู้จักที่นั่นพานำเที่ยว
โดยโบกรถแดงเพื่อเข้าไปยังตัวเมือง
จุดหมายคือ "ประตูท่าแพ"
 
บนรถแดงที่เต็มแล้ว ไม่มีที่ให้ยืนด้วย
เจอหน้าชาวเชียงใหม่เต็มไปหมด
แต่เหมือนจะเป็นแม้วบนดอยมากกว่า (อารมณ์ประมาณนั้น)
เพราะพูดภาษาที่เราไม่เข้าใจเอาเสียเลย..
 
เรากับเพื่อนก็เลยต้องยืนเกาะราวนอกรถ, ตากฝน
 
นี่คือการตากฝนครั้งที่หนึ่ง
 
 
ไปถึงท่าแพก็เช่าจักรยาน และปั่นทัวร์
 
เป้าหมายแรกคือนิมมานเหมินท์
ซึ่งเพื่อนก็สงสัยว่าทำไมต้อง "นิมมานเหมินท์"
 
เราอยากไปมาก..
อาจเพราะได้ยินใน "เดี่ยวไมโครโฟน" ของโน้ต อุดมบ่อยครั้ง
จะว่าไป, อยากมาเชียงใหม่ก็เพราะคำพูดของพี่โน้ตเนี่ยละ
อยากมาสัมผัส.. และอยากรู้ว่าเราจะได้มาเจอเชียงใหม่ในมุมไหน
 
ระหว่างทางไปนิมมานท์ฯ
เจอตึกคณะทางแพทย์ของมอชอ
ตึกใหญ่มาก สูงมาก 
และมอชอนั้นโคตรกว้าง..
อย่างน้อยที่รู้สึกก็กว้างกว่าศิลปากร (ทับแก้ว) ประมาณร้อยเท่าได้
 
ปั่นตรงถนนไปเรื่อยเรื่อย
ด้านหน้าจะเจอภูเขาที่มีหมอกจางจางพาดผ่านดูสวยงาม
เมืองเชียงใหม่น่าอยู่มาก
หากไม่ได้มาพบเจอสภาพอากาศเช่นนี้..
 
เราเอาผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมหัวตลอดเวลา
เสื้อผ้าก็เตรียมมาแบบผิดฤดูมาก
เสื้อไม่หนาเลย รองเท้าก็ไม่ผ้าใบ 
มันหนาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก.. 
 
จนเราแวะมาเจอ "หอศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่"
 
 
 
 
ตอนเข้ามาเด็กเยอะมาก
เหมือนเป็นช่วงสอนศิลปะตอนปิดเทอม
เด็กวิ่งเจี๊ยวจ๊าวเต็มไปหมด
เห็นแล้วมีความสุข
 
หอศิลปฯ ที่นี่ใหญ่พอสมควร
แต่คิดว่าน่าจะเล็กกว่าหอศิลป์สนามจันทร์
 
ถึงจะเป็นอย่างนั้น
แต่บรรยากาศก็ต่างกันลิบ
เพราะหอศิลป์สนามจันทร์ไม่ค่อยมีคนเข้าไปดูงาน
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร..
 
ช่วงที่เราเข้าไปกำลังมีงานธีสิสของคณะวิจิตรศิลป์อยู่พอดี
งานน่ากลัวมาก (อย่างหัวตุ๊กตาบาร์บี้)
แต่ก็มีอีกหลายงานที่น่าสนใจ, ขออภัยด้วยที่ไม่ได้เอาภาพมาลง
 
จากนั้นก็ปั่นไปนิมมานท์ฯ ต่อ
ตั้งใจอย่างจริงจังว่าจะไปเยือน I-berry พี่โน้ตให้ได้
แต่ขาไปเจอ "ร้านเล่า" เสียก่อน..
เลยแวะเลย
 
ทางเข้า
 
ภายในร้าน, บรรยากาศอบอุ่นดี
 
อยากมีร้านหนังสือน่ารักน่ารัักแบบนี้
 
มาเมืองเชียงใหม่ประมาณสามวันสองคืนได้
เราไป "ร้านเ่ล่า" ทุกวันเลย
ไป "นิมมานฯ" ทุกวันด้วย
ทั้งทั้งที่ไม่ได้ไปทำอะไรเลย, ขอแค่ไป
 
จากนั้นก็ไป I-berry 
โชคดีที่มีเจ้าถิ่นนำทาง
ทำให้ไปถูกทาง
 
ทางมันน่าหลงมากจริงจริง
 
 
 
 
 
ราคาไอติมแพงเว่ออออ..
แน่นอนเงิน ๗๐ บาทที่มี, เอาเราไม่อยู่
เลยเป็นหนี้เป็นสิน
แถมยังต้องโทรไปขอแม่เพิ่มอีกหกร้อยบาท
ซึ่งก็ยังไม่พอ..
 
ไอติมที่เราสั่งรส Loaker หรือเวเฟอร์
ค่อนข้างจะอร่อย
แต่ราคา ๕๙ บาทแลกกับอากาศที่โคตรหนาว
มันไม่เหมาะกับการกินไอติมเอาเสียเลย..
 
แต่ไหน