นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้สูดเอาอากาศดีดีเข้าปอด
นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้เอาเท้าเปล่าสัมผัสผืนหญ้า
นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้นอนหงายหน้ามองท้องฟ้ากว้าง
นานเท่าไรแล้ว นานเท่าไรแล้ว ..
ที่ไม่ได้เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน
แล้วเห็นหมู่ดาวนับร้อยระยิบแสงทักทายกลับมา

 

 

 

 

เป็นภาพที่ไม่ชินตาเด็กเมืองกรุงอย่างเรา
และคงจะเป็นเช่นเดียวกันกับเด็กเมืองกรุงอีกคนที่มาด้วยกัน

 

 

 

 

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนสองคนอยากเดินขึ้นไปบนลานกว้าง
เพื่อให้ดวงตาได้สัมผัสกับดวงดาวชัดเจนขึ้น

แต่ระยะห่างระหว่างพื้นดินกับท้องฟ้า, หน่วยก็ใช่ว่าจะเป็นเมตร
มันไกลเกินกว่าดวงตาสองคู่ที่มองผ่านแว่นตาสี่เลนส์ของคนสองคนจะมองเห็นชัด
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเราต่างไม่ได้ขึ้นมาดูดาวตามหลักวิชาดาราศาสตร์
เราต่างไม่รู้ว่ามันคือดาวกลุ่มไหนหรือมันคือดาวอะไร

ทั้งเราและเธอ, ไม่มีใครใส่ใจเรื่องนั้นเลย

 

 

ถ้าดูดาวแล้วมัวแต่คิด เราจะมองเห็นความสวยงามของมันอยู่ไหม ?
ถ้าดูดาวตามหลักวิชาที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราจะยังมองมันเหมือนเดิมหรือเปล่า ?
ที่มันสะเปะสะปะไปทั่วฟ้า
ถ้าเรามองเห็นมันเป็นรูปแล้ว เราจะยังรู้สึกกับมันเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า ?

โชคดีที่ดวงดาวมหัศจรรย์กว่านั้น
เพราะตลอดระยะเวลาสองสามชั่วโมงที่นอนดูมัน
เราไม่รู้สึกเบื่อเลย ..

อาจเป็นเพราะความมหัศจรรย์ของมัน
และใครอีกคนหนึ่ง, ที่ซึมซับบรรยากาศอยู่ข้างข้างกัน

 

 

 

 

แปลกไหม ?
ที่บางที, เราก็พาชีวิตไปยังบางสถานที่ที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้ไป
และบางที, บางสถานที่นั้น ก็ยังมีใครบางคนที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้เจอ ปรากฏตัวอยู่

จึงรู้สึกแปลก
แต่เป็นความแปลกที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยความสุข
คล้ายเรากับเธอ,
ที่ถูกห้อมล้อมด้วยความมืดสีดำ ความหนาวเย็นสีเทา
ดวงดาวสีขาว และท้องฟ้าสีน้ำเงิน

 

 

 

 

เธอบอกว่า, มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกที่เราสองคนได้มาดูดาวด้วยกัน
เราเองก็คิดแบบนั้น ..
ทำให้เรานึกถึงเนื้อร้องท่อนหนึ่งในเพลงนี้

"เธอคิดเหมือนฉันไหม ว่าความรักของสองเรานั้นได้ถูกกำหนดไว้ก่อน
และชีวิตของเราก็ถูกวางไว้ให้พบกัน แล้วเธอจะเชื่อไหม
ว่าหัวใจของฉันนั้นเฝ้ารอเธออยู่ ในทุกทุกวัน
และจะรอจนถึงวันนั้นที่ฝันเป็นจริง ..
"

 

เธอบอกว่า, ขอบคุณพระจันทร์ที่ยอมลดแสงให้หมู่ดาวได้ฉายแสง
ทำให้เราชี้ชวนกันมาดูดาวในยามค่ำคืนที่มืดสนิทแบบนี้
เราเองก็คิดแบบนั้น ..
เรารู้สึกขอบคุณพระจันทร์เหลือเกิน

 

เธอบอกว่า, ขอบคุณลมหนาวที่พัดมา เพราะมันทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น
เราเองก็คิดแบบนั้น ..
เราอยากขอบคุณอากาศเย็นเย็น
ที่ทำให้เราเข้าใจถึงความอบอุ่นว่าเป็นเช่นไร

 

เธอบอกว่า, สถานที่แห่งนี้เหมือนดินแดนแห่งความฝัน
เราเองก็คิดแบบนั้น ..
เราบอกกับเธอตอนครั้งแรกที่ดูดาวด้วยกันว่า, คืนแบบนี้คงไม่มีอีกเป็นครั้งที่สอง
แต่ครั้งนี้เป็นการดูดาวครั้งที่สองของเราสองคน
เธอเลยบอกกับเราว่า, คงไม่มีคืนแบบนี้เป็นคืนที่ห้า
อย่าว่าแต่คืนที่ห้าเลย .. เพราะยังไม่มีคืนที่สามด้วยซ้ำไป

เมื่อความสว่างเข้ามาแทนที่
เมื่อความหนาวเย็นหายไป
เมื่อคนรอบตัวเธอไม่ใช่เรา

เรื่องทั้งหมดมันจึงเหมือนความฝัน
ความฝัน - ที่เราอยากนึกถึงบ่อยบ่อย
และคงจะเป็นฝันดีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่มีท้องฟ้า ดวงดาว เราและเธออยู่ในนั้น

 

เธอบอกว่า, เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมได้
เราเองก็คิดแบบนั้น ..
เราเคยบอกเธอว่า, ความทรงจำคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเรา
ไม่มีทางที่ใครจะมาล่วงรู้สิ่งที่เรากำลังนึกถึงตอนที่นั่งยิ้มอยู่เพียงลำพัง
พวกเขาไม่มีทางเข้าใจ หากไม่เคยประสบพบเจอด้วยตัวเองสักครั้ง .. ในชีวิต
เห็นแบบนี้แล้ว, เธอคิดเหมือนเราใช่ไหม ?

 

เราสองคนอาจจะเผลอคิดไปในตอนเช้าว่ามันเป็นความฝัน
แต่ถ้าเธอเดินมาถามเราว่ามันเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่ ?
เราจะช่วยเธอยืนยันอย่างจริงจังและตั้งใจว่า .. มันคือเรื่องจริง
เพราะเราก็อยากได้ยินคำยืนยันอย่างนั้นจากเธอเช่นกัน

 

 

 

 

โลกคงไม่เข้าใจ
ท้องฟ้าคงไม่เข้าใจ
ดวงดาวคงไม่เข้าใจ
ลมหนาวคงไม่เข้าใจ
ว่ามนุษย์คู่นี้เป็นอะไร 
มานอนตากน้ำค้าง
มานอนตากลมเย็น
มานอนกลางแจ้งกันทำไม ? 
บรรพบุรุษก็อุตส่าห์ดิ้นร้นคิดค้นหลังคาให้แล้ว
ทำไมไม่ไปอยู่ใต้นั้น .. ?

เธอบอกว่า, ถ้าอยู่ใต้หลังคาก็ไม่เห็นดาวน่ะสิ

ความจริง, เธอไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้เลยสักนิด
เพราะเรานั้นเข้าใจ เพราะเรานั้นรู้ดี
ว่าที่ทำไปทั้งหมดนั้น .. มันเพราะอะไร

 

 

 

 

 

 

 

 

แด่ ดาวตกทั้งเจ็ดดวงที่คนที่เรารักไม่ทันเห็น (ฮ่าฮ่า)
ขอบคุณที่ตกให้เราเห็น
เพราะการได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น อีกครั้งและอีกครั้งในหนึ่งคืน
มันเกิดความรู้สึก มห บวก อัศจรรย์ ขึ้นมาเลยว่ะ
ถ้าเจออีกครั้ง คงจะนึกถึงคืนนี้
 

<