ความทรงจำฉบับเอสี่

posted on 29 Jan 2010 13:50 by millhz

 

"วันนี้เข้าโปรฯ กี่โมง"
"วันนี้โปรฯ เปิดไหม"
"วันนี้เขาโปรฯ กันที่ไหน"
"วันนี้ไปโปรฯ หรือเปล่า"

(หมายเหตุ - โปรฯ ย่อมาจากโปรดักชั่นละครเวที)

 

 

ประโยคคำถามที่ฮอตฮิตที่สุด
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา
ยกหูโทรศัพท์ขึ้นในตอนเย็นทีไร
จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเรื่องนี้

 

 

 

 

ทำไมถึงตัดสินใจเข้าโปรฯ
อาจเป็นเพราะคำชักชวนของเพื่อนสองคน
ที่บรรยายสรรพคุณทิ้งเอาไว้ให้หนาหู
จนต้องแคะออกมาพิสูจน์ทีละเรื่อง
ว่ามันสนุกอย่างที่เพื่อนมันว่าจริงหรือเปล่า

 

 

ใช้เวลาถึงสองเดือนในการพิสูจน์
เราเข้าโปรฯ ละครเวที, แต่เราไม่ได้เป็นนักแสดง
และไม่เคยคิดที่จะแสดง
ราเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กเล็กของละครทั้งเรื่อง
ที่คอยช่วยทำฉาก ช่วยกวาด ช่วยเก็บ ช่วยดูแลความสะอาด

มันอาจไม่ได้สนุกอย่างที่คิด,
เพราะมันสนุกกว่าที่คิด
กลายเป็นเสมือนกิจวัตรประจำวันที่เราต้องทำ
ที่เราต้องไป ที่เราต้องให้ความสำคัญ

ตอนแรกที่เข้าโปรฯ ก็คิดว่าอีกนานกว่าจะแสดง
แต่ที่ไหนได้,
สองเดือนที่ผ่านไปไม่ต่างจากสองวันที่นอนโรงละคร
หรือสองชั่วโมงที่ละครแสดง
หรือสองนาทีที่ถอนหายใจหลังจากจบโปรฯ

มันผ่านไปเร็วนัก ..
เร็วเกินไปเสียด้วยซ้ำ

 

 

โปรดักชั่นละครเวที
เป็นของพี่เอกละครฯ ปีสี่ คณะอักษรศาสตร์
ที่ต้องทำนาฏการนิพนธ์ก่อนจบ ..

ซึ่งแน่นอนว่า,
ไม่สามารถพึ่งพาใครเพียงคนใดคนหนึ่ง
จึงจะประสบความสำเร็จได้

 

 

แรกเริ่มเดิมทีของการทำความรู้จักก็มักจะยังไม่คุ้น
แต่ระยะเวลาสองเดือนก็ช่วยทลายกำแพงที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา
ทำให้เกิดความสัมพันธ์บางอย่าง
ที่อาจเรียกได้ว่า "มิตรภาพ" ขึ้นมาทีละน้อยทีละนิด

ไม่ต่างจากสถานที่ที่เราเห็นบ่อยบ่อย
หรือคนที่เราต้องเห็นหน้าทุกครั้ง
ในตอนเย็นของทุกวัน

แม้จะเป็นช่วงเวลาแค่สองเดือน
แต่มันกลับบ่มความสัมพันธ์
จากคนรู้จักให้กลายเป็นคนคุ้นเคย
ทำให้เกิด "ความผูกพัน" ที่ชวนคิดถึง

 

 

หาก "โรงละคร" รู้สึกได้
มันคงจะเข้าใจว่า,
เรากำลังคิดถึงช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้นขนาดไหน

เหมือนเสียงหัวเราะของเพื่อนเพื่อนยังคงดังก้องอยู่ในหู
เหมือนที่มือยังจับด้ามค้อนและตอกตะปูอยู่หมาดหมาด
เหมือนเพิ่งเดินไปทักทายและไหว้พี่พี่ในโปรฯ
เหมือนวันนั้นเรายังนั่งวิจารณ์ละครเวทีเรื่องอื่นอื่นอยู่ข้างกัน
เหมือนละครยังไม่จบ, เหมือนทุกอย่างยังไม่สมบูรณ์

จากความสนุกในทุกวัน
ติดติดกันตลอดระยะเวลานานสองเดือน
เมื่อวันหนึ่งมันจบ,
ความเหงาก็เข้ามาแทนที่

 

 

โปรฯ จบไปแล้วเมื่อวาน ..

 

 

แต่มีบางอย่างที่อยากสานต่อ
แต่ยังไม่มีความกล้ามากพอ ..
และสิ่งสิ่งนั้นเป็นเหตุผลหนึ่งในอีกสองสามเหตุผลที่เหลือ
ที่ทำให้เรากระตือรือร้นอยากเข้าโปรฯ ทุกวัน

แค่อยากเห็นหน้าใครบางคนที่นั่น
แค่อยากเห็นเขาโปรฯ เสียง
แค่อยากเห็นเขาวิ่ง
แค่อยากเห็นเขาซ้อมบท
แค่อยากทักทายเขา
แค่อยากพูดคุยกับเขา
แค่อยากมองดูเขาเวลาคุยกับคนอื่นอื่น
แค่อยากยื่นหนังสือดีดีที่เราชอบสักเล่มให้เขาได้อ่าน
แค่อยากมองเวลาที่เขายิ้ม
แค่อยากไถ่ถามถึงความเป็นไปในแต่ละวัน
แค่อยากมองเขาจากด้านหลัง
แค่อยากให้ความสำคัญกับเขา
แค่อยากอยู่ใกล้
แค่อยาก ..

 

 

 

 

แม้จะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอแล้วแท้แท้
ว่าให้คำนึงถึงความเป็นไปไม่ได้
แต่เราก็ยังศรัทธาในความหวัง
และเชื่อเสมอว่ามันน่าจะเป็นไปได้

แต่ถึงมันจะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้
เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรในตอนนี้

เพราะเรายังมีบางอย่างที่อยากทำ
ผ่านข้อความที่เราจะส่งตีพิมพ์
มันเป็นความฝันเล็กเล็กล่าสุดที่เรากำลังจะทำ
และเราเชื่อว่าเราทำได้ ..

แม้สุดท้าย,
เราจะเป็นเพียงแค่น้องสาวในสายตาของพี่
แต่เราจะไม่เสียใจเลย

มันอาจเป็นเรื่องโง่โง่เรื่องที่หนึ่งร้อยแล้วก็ได้
แต่หากมันจะเพิ่มไปเรื่อยเรื่อยอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
คิดอยู่เหมือนกันว่า,
มันคงเป็นอะไรที่ท้าทายไปอีกแบบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ละครเวทีเรื่อง "สิตมาลา รอยปรารถนาแห่งดอกไม้ขาว"
(จงรักเถิด .. แล้วจะเข้าใจความหมายของความรัก)

ขอบคุณน้องโจ้กับขวัญ
- ที่วันนั้นชวนเข้าโปรฯ ด้วยมุขโปรเจคหนังหน้า (ที่น่าสนใจมาก)
เออ, ลืมบอกไปว่ามิตรภาพของพวกเราไม่มีวันตายเนอะ อิอิ

ขอบคุณตาล
- ที่แสดงให้เห็นถึงคำว่า "มิตรภาพ" ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันที่โปรฯ
โคตรดีใจเลยที่ได้รู้จักกัน ตาลเป็นคนที่น่ารักมากมาก
เค้าชอบเสียงหัวเราะของตาลมากมากเลยว่ะ

ขอบคุณนุช
- ชอบที่นุชฮาแบบไม่มีเหตุผลได้ตลอด ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม
แต่อยู่กับนุชแล้วมีความสุขดีว่ะ ขอบคุณที่คอยขับมอไซค์ไปรับไปส่งให้
ถ้าจะขอบคุณให้หมดทุกเรื่อง อีกสิบบรรทัดยังไม่พอเลย

ขอบคุณฮิว
- ทั้งงานชั้นปี ทั้งงานสารพัด แม้เราเพิ่งมาสนิทกันพักหลังหลัง
แต่ก็ดี