"พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว"

 

 

แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นหรือได้ยินคำพูดนี้
แต่ทุกครั้งที่ได้สัมผัส ..
เหมือนมันมีพลังมหัศจรรย์บางอย่างที่เรามองไม่เห็น
แปรสภาพกลายเป็น "กำลัง" ของ "หัวใจ" ให้เราได้อย่างยอดเยี่ยม

 

 

 

เมื่อวันที่สี่ของเดือนมิถุนายนที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน
เป็นวันเปิดบ้านสีฟ้าหลังคาสีเขียวของคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ซึ่งสีฟ้าเป็นสีประจำคณะอักษรศาสตร์ (อ่านว่าอัก-สอ-ระ-สาด)
และสีเขียว (เวอร์ริเดียน) เป็นสีประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร
(วันเปิดบ้านฯ เป็นวันที่รุ่นพี่จะพารุ่นน้องไปชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของคณะ
เช่น ศาลคณะ, หอสมุด, ตึกเรียน, ห้องน้ำ ฯลฯ) 

 

บรรยากาศของวันเปิดบ้านฯ ในวันนั้น
เป็นสิ่งที่ต่อให้เราไม่จด ไม่จำ .. เราก็ยังคงจำได้ หากมีเวลาสักนิดให้ทบทวนถึง

.

.

.

บรรยากาศในตอนเช้า ..
พวกพี่ๆ นัดให้ไปเจอกันที่คณะตอนเวลาเจ็ดโมง
ด้วยบรรยากาศรอบกายที่ผู้คนต่างง่วงงัน
ไม่ต่างจากตัวเราเช่นกัน .. ที่หาวและขยี้ตาไม่หยุดหย่อน
อาจเพราะเป็นคนชอบนอนดึกและตื่นสายเป็นประจำ
การตื่นตีห้าเพื่อทำเวลาในการอาบน้ำและหาข้าวเช้ากิน
จึงเป็นสิ่งแปลกใหม่อย่างหนึ่งในชีวิตที่เรากำลังเรียนรู้

ความง่วงและบรรยากาศเหล่านั้น
เมื่อเราเงยหน้าขึ้นมามอง ..
มันทำให้เราฉุกคิดถึงบางอย่าง
คือ "การซิ่ว"
จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า "เราเหมาะกับที่นี่จริงหรอ ?"

 

คำถามนี้ไม่ได้ใช้เวลานานมากนักสำหรับคำตอบ ..

 

 

สถานที่แรกที่รุ่นพี่พาเราไปคือ "ศาลคณะ"
พี่ๆ บรรยายถึงที่นี่ด้วยความภาคภูมิใจ ..
"อักษรศาสตร์เป็นคณะเดียวที่ยังมีศาลประจำคณะซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก
ไม่ว่าเรียนคณะอะไรต่างก็เชื่อและนับถือศาลนี้"
ขออะไรก็ได้ แต่อย่าบน .. อย่าบน หากทำไม่ได้

จากนั้น ก็เดินผ่าน "โรงละครทรงพล"
ไปยัง "หอสมุดฯ"
ซึ่งไม่ว่าขณะที่เราเดินไปตามตึกต่างๆ หรือจะนั่งอยู่เฉยๆ ก็ตามที
รุ่นพี่จะถือพัดหรือกระดาษหรืออะไรก็ตามพัดให้เราตลอดเวลา

จนถึงตอนที่เข้าไป ณ "หอประชุมเทพยสุวรรณ"
มีการเสวนาโดยแขกรับเชิญคือศิษย์เก่าของคณะอักษรศาสตร์
มากันทั้งหมดสี่คน .. จำได้คนหนึ่งคือพี่ต่อ ที่ทำรายการ "กบนอกกะลา"
รู้สึกทึ่ง .. ทึ่ง .. อึ้ง แต่ไม่เสียว

เมื่อการเสวนาเสร็จสิ้น ..
รุ่นพี่บอกให้พวกเรา .. น้องใหม่หรือน้องปีหนึ่งหรือเฟรชชี่ทุกคนหลับตาลง

หลังจากที่หนังตาบนเลื่อนลงมาประกบหนังตาล่าง ..
มีความรู้สึกเหมือนไฟทุกดวงในหอประชุมดับลง
ตามด้วยบทเพลงที่ถูกถ่ายทอดด้วยเสียงร้องประสาน
ที่แล่นเข้าสู่รูหู ผ่านโสตประสาท เดินทางมายังรูขุมขน
.. เล่นเอาขุนลุกเกรียว

"โอ่โอ้ละเหนอ โอโอ่โอ น้องเอ๋ย ..
พี่นี้แสนชื่นเชย จะไม่เลยแรมไกล
พี่รักเจ้ายิ่งดวงใจ มิคลายหน่ายหน้า
.. ลาล้าลาล้าลาลา ล้าลาลาล้าลาลา (สร้อย)
พี่จะรับขวัญเจ้า เอามาเข้าเป็นขวัญจิต
จะรักดังชีวิต ใจคิดกรุณา (สร้อย)
ขอจงพ้นโศก พ้นภัยหายโรค ให้มีโชคนะน้องยา
จะเอาด้ายยาวขาวบริสุทธิ์ ลาลาล้าลาลาลา
พันมัดผูกไว้ ที่ข้อมือของเจ้า ลาลาล้าลาลาลา
เหมือนดังใจพี่ ไม่หน่ายแหนงหนี ฮืม .. พันผูกใจ"
(ทำนองเพลง "ลิลตพระลอ")

ในมือของพี่แต่ละคนถือเทียนที่กำลังมีเปลวไฟส่องแสงสว่างอยู่
ภาพตอนนั้นช่างดูสวยงาม งดงาม
สุดแสนตราตรึง .. จนเข้ามาประทับอยู่ในใจ

ขณะที่เดินลงมาจากด้านบน เพื่อให้พี่ผูกข้อมือให้
เราไม่อาจถอนสายตาจากบนเวทีไปได้เลย ..

หากพี่จงใจกลั่นแกล้งให้เราซึ้งจนเสียน้ำตาเพราะความตื้นตันแล้วละก็ ..
อยากบอกพี่ว่า .. พี่ทำสำเร็จแล้ว

หลังจากถูกผูกด้ายที่ข้อมือและรับคำต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มของพี่ฝ้าย
.. (ซึ่งหน้าตาน่ารักมากๆ)
ก็ลงมาที่ลานด้านล่าง .. ซึ่งมีพี่ๆ อีกกลุ่มรออยู่
กับกิจกรรม "เลี้ยงนมน้อง"
ซึ่งก็น่าประทับใจไปอีกแบบ ..

 

เราเดินมานั่งอยู่ในที่ที่เดิมกับเมื่อตอนเช้า
แต่บรรยากาศของผู้คนรอบกายตอนนี้รวมถึงตัวเรานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทุกคนพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม ..
พูดคุยกันถึงความประทับใจในสิ่งที่พี่ๆ ทำเพื่อพวกเรา

สิ่งที่เราได้สัมผัสนอกจากความงดงาม
นั่นคือความจริงใจ ความรักและความเอ็นดู

พี่ทำเพื่อพวกเราจริงๆ ..

 

บรรยากาศเมื่อตอนเช้า (อีกครั้ง)
ความง่วงและบรรยากาศเหล่านั้น
เมื่อเราเงยหน้าขึ้นมามอง ..
มันทำให้เราฉุกคิดถึงบางอย่าง
คือ "การซิ่ว"
จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า "เราเหมาะกับที่นี่จริงหรอ ?"

 

คำถามนี้ไม่ได้ใช้เวลานานมากนักสำหรับคำตอบ

.

.

.

บรรยากาศในตอนเย็น
รอยยิ้มและบรรยากาศเหล่านั้น
เมื่อเราเงยหน้าขึ้นมามอง หลังจากกินนมที่พี่เลี้ยง
มันทำให้เราค้นพบคำตอบที่เรากำลังตามหา

"เราภูมิใจที่ได้มาอยู่ที่นี่
เรารักที่นี่ ..
เรารักศิลปากร
เรารักอักษรศาสตร์
(เรารักรุ่นพี่)

กูดีใจโว้ยยยยยยยยยยย .."

 

หากวันนั้นประกาศผลแล้วติดที่อื่น ..
วันนี้ก็อาจภูมิใจที่ได้อยู่ใ